snof_2p's profile ★ ⓈⓃⓄⒻ_②Ⓟ ➸PhotosBlogListsMore Tools Help

★ ⓈⓃⓄⒻ_②Ⓟ ➸

บลอกความรู้คณิตศาสตร์
February 20

บทความครั้งที่ห้า วุ้วว!

มาอีกแล้ว ความรู้ใหม่ๆ
 

อัศจรรย์เลข 9ให้คุณหลงรักคณิตศาสตร์ 

ความงามของเลข 9 ไม่ใช่เพียงทะเบียนสวยๆ ท้ายรถคุณเท่านั้น แต่หากคุณได้ลองบวก-ลบ-คูณ-หาร ตามแบบฉบับ ครูละม้ายคุณครูประถมแล้ว คณิตศาสตร์ที่เคยเป็นยาขมจะกลายเป็นความหอมหวานที่ใครต้องชื่นชอบ

ผลคูณ 9 x 8 เท่ากับ 72 ก็ดูไม่ได้แปลกพิศดารอะไร หากคุณท่องสูตรคูณได้แม่นยำก็ตอบได้ไม่ยาก แต่ นางละม้าย วงศ์ประสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดูนสิม จ.ศรีสะเกษ ตั้งข้อสังเกตในผลคูณได้น่าสนใจคือ 7 ซึ่งเป็นหลักสิบของผลลัพธ์นั้นมีค่าน้อยกว่า 8 อยู่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นหลักหน่วยของผลลัพธ์เมื่อรวมกับ 7 ก็ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 9 ข้อสังเกตนี้ยังพบได้ในผลคูณด้วย 9 อื่นๆ อาทิ 99 x 38 = 3762 (37 น้อยกว่า 38 อยู่ 1 และ 3 ก็ขาดอยู่ 6 จึงจะครบ 9 , 7 ขาดอยู่ 2 จึงจะครบ 9) 999 x 187 = 186813 (186 น้อยกว่า 187 อยู่ 1 และ 1 ขาดอยู่ 8 จึงจะครบ 9, 8 ขาดอยู่ 1 จะครบ 9, 3 ขาดอยู่ 6 จึงจะครบ 9) เป็นต้น

จำนวนหลักของผลลัพธ์จะเท่ากับจำนวนหลักของตัวตั้งและตัวคูณบวกกัน ในส่วนของผลคูณตัวตั้งและตัวคูณไม่เท่ากัน ครูละม้ายก็ตั้งข้อสังเกตให้เห็นความอัศจรรย์ของเลข 9 เช่นกัน อาทิ 79 x 999 = 78921 ซึ่งจะเห็นว่า 2 หลักแรกก็ใช้หลักการเดียวกันคือ 78 น้อยกว่า 79 อยู่ 1 และ 7 ก็ขาดอยู่ 2 จึงจะครบ 9 ส่วน 8 ก็ขาดอยู่ 1 จึงจะครบ 9 แต่ผลลัพธ์ต้องมี 6 หลัก ดังนั้นจำนวนหลักที่หายไปใส่เลข 9 ลงไปให้ครบ ส่วนเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้นยังเป็นปริศนาที่คุณครูก็ยังไม่เข้าใจ

ทำไม? เป็นคำถามที่ดีเพราะนักคณิตศาสตร์ต้องไม่เชื่อคนที่ไม่มีเหตุผล แต่คุณครูก็คิดจนปวดหัวก็คิดไม่ออก แต่นั่งคิดแล้วก็เห็นว่ามันอย่างนี้ครูละม้ายกล่าว พร้อมทั้งเผยว่าใช้เวลาว่างนับจากเริ่มเป็นครูหาวิธีคิดเลขแบบใหม่ๆ ให้นักเรียนสนุกและไม่เกลียดคณิตศาสตร์ เพราะสังเกตว่าเด็กๆ ชอบโจทย์ที่มีเลข 10 และถ้าท่องสูตรคูณก็ชอบท่องสูตรคูณแม่ 10 แต่กลับไม่ชอบเลข 9 ทั้งที่ต่างกันแค่ 1 และมีหลักคิดที่ซ่อนอยู่ง่ายๆ

ในส่วนของการหารครูละม้ายยกตัวอย่างการซื้อของซึ่งทำให้ง่ายต่อการคิด เช่น มีเงินอยู่ 534 บาท จะซื้อเสื้อตัวละ 99 บาทได้กี่ตัวและจะเหลือเงินเท่าไร ก็ให้คิดง่ายๆ ว่า เราใช้ธนบัตร 100 บาท ซื้อเสื้อตัวละ 99 ก็จะได้เงินทอนครั้งละ 1 บาท มีธนบัตร 100 บาทอยู่ 5 ฉบับจะซื้อเสื้อได้ 5 ตัวและได้เงินทอน 5 บาท เมื่อเอาไปรวมกับเศษอีก 34 บาทที่มีก็จะเหลือเงิน 39 บาท เช่นเป็นสมการคณิตศาสตร์ได้ 534 ÷ 99 ซึ่งคำตอบของโจทย์นี้ก็คือ 5 เศษ 39 ทั้งนี้จะเห็นจำนวนเต็มของคำตอบคือ 5 ซึ่งเป็นเลขตัวแรกของตัวตั้ง ส่วนเศษคือผลรวมของเลขตัวแรกกับตัวเลขที่เหลือ กรณีอื่นๆ ก็ได้ข้อสังเกตเดียวกัน อาทิ 7892 ÷ 999 = 7 เศษ 899, 54 ÷ 9 = 5 เศษ 9 เป็นต้น

ขณะที่การบวกและลบซึ่งเป็นการคำนวณที่ไม่น่าจะซับซ้อน แต่ครูละม้ายก็ชี้ปัญหาว่านักเรียนต่างเบือนหน้าหนีโจทย์ที่มีตัวบวกและตัวลบเป็น 9 จึงสร้างหลักคิดง่ายๆ เพราะเห็นเด็กๆ ชอบบวกและลบเลข 10 ก็เด็กใช้เลข 10 มาคำนวณแล้วจึงหักลบหรือเพิ่มผลลัพท์ออก 1 เช่น 9 + 8 = 17 จะให้ได้คำตอบดังกล่าว ก็ใช้ 10 + 8 = 18 จากนั้นหักผลลัพธ์ออก 1 จึงได้คำตอบที่ถูกต้อง ส่วนการลบ 27 - 9 = 18 ก็เปลี่ยนไปคำนวณ 27 - 10 = 17 จากนั้นเพิ่มผลลัพธ์อีก 1 ก็จะได้คำตอบที่ถูกต้อง ซึ่งวิธีการคำนวณลักษณะนี้จะทำให้เด็กคำนวณได้ง่ายกว่าตั้งโจทย์แล้วบวกลบตัวทด

มาถึงโจทย์ที่ให้บวกลบพร้อมๆ กัน เช่น สมการ 7584 - 654 + 259 + 7 - 131 = ? นั้น ครูละม้ายกล่าวว่า เด็กๆ โดยเฉพาะนักเรียนชั้น ป.1-ป.2 มักไม่ชอบโจทย์ที่ดูยากๆ เหล่านี้ จึงคิดวิธีคำนวณสนุกๆ ให้นักเรียนแบ่งแดนที่เป็นบวกไว้บนแดนสวรรค์เพราะเป็นส่วนที่เราได้เพิ่ม แต่ตัวเลขที่ลบซึ่งเป็นส่วนที่เราต้องจ่ายให้เป็นแดนนรก จากโจทย์ดังกล่าวก็จะได้การตั้งคำนวณลักษณะนี้

การคำนวณเริ่มจากหลักหน่วย โดยดูว่ามีตัวเลขใดบ้างที่หักลบกันได้พอดี จะเห็นว่ามี 4 ที่ตัดกันได้พอดี เหลือ 1 ในแดนนรกที่ไปหักลบกับ 7 ในแดนสวรรค์ก็จะเหลือ 6 เมื่อรวมกับ 9 ในแดนสวรรค์จะได้ 15 เก็บ 5 ไว้ ส่วน 1 ก็ทดไว้หลักต่อไป ถัดไปเป็นหลักสิบเลข 5 ในแดนนรกและสวรรค์ตัดกันได้พอดี เหลือ 3 ในแดนนรกและ 8 ในแดนสวรรค์กับ 1 ตัวทด หักลบกันเหลือ 6 ถัดไปเป็นหลักร้อย 2 ในแดนสวรรค์ตัด 1 ในแดนนรกเหลือ 1 นำไปรวมกับ 5 ในแดนสวรรค์ได้ 6 หักลบกับที่ในแดนนรกเหลือ 0 ส่วนหลักพันคือ 7 ในแดนสวรรค์ไม่มีตัวหักลบจากแดนนรกจึงเหลือเท่าเดิม คำตอบของโจทย์ข้อนี้จึงเป็น 7065

บวกลบเลขในแดนสวรรค์ก็แยกตัวบวกไปอยู่บนสวรรค์ ส่วนตัวลบไปอยู่ในแดนนรก จากนั้นดูแต่ละหลักว่ามีตัวไหนที่หักลบกันได้ ก็หักลบกันดูว่าเวรกรรมในนรกหมดหรือยังจากนั้นก็รวมผลบวกที่อยู่บนสวรรค์ครูละม้ายสรุปหลักการบวกเลขหลายๆ หลักด้วยการผูกเรื่องเป็นการหักลบเวรกรรมในนรกกับสวรรค์ โดยให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการคำนวณ

แม้ว่าครูละม้ายจะไม่สามารถให้เหตุผลการข้อสังเกตที่มีกับเลข 9 ได้ แต่อย่างน้อยความน่าอัศจรรย์ที่เห็นนั้นก็น่าจะดึงให้เด็กๆ (อาจจะรวมทั้งผู้ใหญ่ด้วย) ได้สนุกไปกับการคำนวณคณิตศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการคำนวณในระดับที่สูงขึ้น และหากหวังให้มากขึ้นไปก็อยากเด็กๆ ที่สัมผัสความมหัศจรรย์ของเลขกลมๆ ตัวนี้ได้ตั้งคำถามและหาคำตอบต่อไปว่า ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น? อันเป็นข้อสงสัยที่จะสร้างกระบวนการคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ให้กับใครก็ตามที่ตั้งคำถามนี้

ที่มา: http://www.sudipan.net/phpBB2/viewtopic.php?t=14836&sid=a12fd2603bcdd2c152964198f689e14f

 

บทความครั้งที่๔ ฮิ้วว

เบื่อกันมั๊ยเอ่ย ลองมาดูอะไรๆเกี่ยวกับเด็กไทยและคณิตศาสตร์ดีกว่านะ

 

บทความทางคณิตศาสตร์

เชื่อหรือไม่...ปัจจุบันเด็กไทยโง่ลง !!! โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์

            ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยการศึกษาก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนไทยทุกคน ใครที่ได้รับการศึกษา ก็จะมีโอกาส ที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน  เป็นที่ยอมรับ และชื่นชมของคนในสังคม ยิ่งมีโอกาส ได้ร่ำเรียนระดับสูงเท่าไรก็จะเป็น ที่ยินดีของครอบครัวและสังคมรอบข้างแต่ก็ยังมีอีกหลายคน ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือซึ่งก็มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งฐานะทางครอบครัว ไม่ได้รับโอกาสที่คนอื่นหยิบยื่นให้ สิ่งแวดล้อมต่างๆในสังคม และอีกหลายๆ ปัจจัยทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ก็ได้มีการสำรวจและประเมินผลการเรียนของเด็กๆซึ่งก็ทำให้รู้ว่าเด็กไทยเรียนอ่อนลงแทบทุกวิชา

            ด้านรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( กพฐ.)  ดร.สมเกียรติ ชอบผล เปิดเผยใน เรื่องนี้ว่า  จากการที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)   ดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนระดับชาติหรือ National Test (NT)  ชั้น ป.6 และ ม.3 ประจำปีการศึกษา 2549 โดยทำการสุ่มสอบ นักเรียนจากทุกโรงเรียนและ ทุกสังกัดทั่วประเทศ ในส่วนของชั้น ป.6  มีนักเรียนเข้าสอบ  447,248 คน จากเด็กทั้งหมด กว่า  900,000 คน และ ม.3จำนวน  196,436 คนจากเด็ก 700,000 คนนั้น สพฐ. ได้สรุปค่าสถิติภาพรวมระดับประเทศ 

 

 ชั้น ป.6    

 

 ชั้น ม.3 

วิชา

คะแนน(ค่าเฉลี่ย)

ร้อยละ 

 

วิชา

คะแนน(ค่าเฉลี่ย)

ร้อยละ 

ภาษาไทย 

17.10

42.74

 

ภาษาไทย 

17.58

43.94

คณิตศาสตร์ 

15.55

38.86

 

คณิตศาสตร์ 

12.46

31.15

วิทยาศาสตร์ 

17.27

43.17

 

วิทยาศาสตร์ 

15.74

39.34

ภาษาอังกฤษ

13.81

34.51

 

ภาษาอังกฤษ

16.67

41.68

 

 

 

 

 

 

 

โดยส่วนใหญ่กว่าครึ่งมีคะแนนระหว่าง  11-20  คะแนน  

 

 

 

 

     
            ดร.สมเกียรติ กล่าวต่ออีกว่า ยอมรับว่าเมื่อเปรียบเทียบผลการประเมิน ปี 2546   ปี 2547 และ  ปี 2549 พบว่า  ค่าเฉลี่ยลดลง  สาเหตุที่ทำให้คะแนนค่าเฉลี่ยลดลงในเกือบทุกรายวิชา ยกเว้นวิชาวิทยาศาสตร์ อาจเป็นเพราะ การสุ่มสอบในปีการศึกษา 2549 แตกต่างจาก  ปีที่ผ่านมาที่ให้เขตพื้นที่เป็นผู้สุ่มเลือกโรงเรียน แต่ในปีนี้ สพฐ. สุ่มสอบทุกโรงเรียน และโรงเรียนส่วนใหญ่กว่า

ร้อยละ 46 เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ประกอบกับมีเด็กพิเศษที่มาเรียนร่วมเข้าสอบกับเด็กปกติด้วย  ส่วนที่คะแนนวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่ม ขึ้นนั้นอาจเป็นเพราะเด็กทำข้อสอบคิดวิเคราะห์ได้ดีขึ้น  ซึ่งจากการนำผล NT ของปี 2549 มาเปรียบเทียบกับปีการศึกษา 2546 และ 2547 พบว่า ชั้น ป.6 ค่าเฉลี่ยลดลงเกือบทุกวิชา มีเพียงวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่วนชั้น ม.3 วิชาที่มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปี 2547 คือ ภาษาไทย และวิทยาศาสตร์ ส่วนคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และสังคมลดลง
            ในที่ประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้หารือถึงผลประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติหรือ  National Test (NT) ประจำปีการศึกษา 2549 ที่ สพฐ.ได้สุ่มทดสอบนักเรียน ชั้น ป.6 และ ม.3 ในทุกสังกัดซึ่งในภาพรวมพบว่าเด็กชั้น ป.6 ทำคะแนนค่าเฉลี่ยได้ลดลงเกือบทุกรายวิชา ยกเว้นวิชาวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจากการสอบ NT เมื่อปีการศึกษา 2547 ส่วนชั้น ม.3 ก็ทำคะแนนค่าเฉลี่ยได้ลดลงในเกือบทุกรายวิชาเช่นกัน ยกเว้นวิชาภาษาไทย และวิทยาศาสตร์ โดยการพิจารณาในเบื้องต้นแล้วเห็นว่าค่าคะแนนเฉลี่ยที่เด็กทำได้ลดลงน่าจะมีสาเหตุมาจากหลายส่วนทั้งขนาดของโรงเรียน พื้นที่ , เวลาเรียน, คุณภาพสื่อ, คุณภาพครูผู้สอนการจัดสอบ ตลอดจนความพร้อมของเด็ก อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) ทำการวิจัยให้ชัดเจนว่าในแต่ละรายวิชา  มีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของเด็กจากนั้นให้นำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการปรับปรุง พัฒนาและยกระดับโรงเรียนในกลุ่มตัวอย่าง เพื่อพิสูจน์ว่าหากแก้ไขใน จุดต่างๆ แล้ว คุณภาพการศึกษาของเด็กจะดีขึ้นจริงหรือไม่ แล้วจึงค่อยขยายผลต่อไป 

            เมื่อวิเคราะห์ในเชิงลึกพบว่า บางวิชาเด็กทำคะแนนต่ำสุดได้ 0 คะแนนบ้าง 1 คะแนน หรือ 2 คะแนนบ้าง ซึ่งจากการตรวจสอบ ก็พบว่า ที่เด็กได้คะแนนต่ำ เพราะไม่ตั้งใจสอบ  ส่วนที่ได้ 0 เพราะเด็กไม่เข้าสอบ หรือเป็นเด็กพิเศษที่มาเรียนร่วม อีกทั้งผลการสอบ NT  ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ในการเข้าเรียนต่อ  อย่างไรก็ตาม ได้มีเสียงเรียกร้องจากผู้ปกครองว่า อยากให้มีการสอบ NT เด็กชั้น ป.6 ทุกคน และให้มีผลในการนำไปศึกษาต่อชั้น ม.1ซึ่งตนจะนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าหารือในการประชุมของ  สพฐ.ต่อไป รวมทั้งจะส่งผลคะแนนรายเขตพื้นที่ฯ  ไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)  เพื่อให้จำแนกออกเป็นรายโรงเรียน เพื่อนำไปปรับปรุงการเรียนการสอนให้ดี ขึ้นด้วย
            ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้เด็กนักเรียน แต่ละโรงเรียนมีผลประเมินทางการศึกษาของวิชาพื้นฐานต่างๆ ออกมามีค่าเฉลี่ยต่ำลงกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้หลายๆ มองว่าการศึกษาของเด็กไทยด้อยลง บางคน ถึงกับมองว่า เด็กไทยโง่ลงทำให้หลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยว ข้องต้องหันมาดูแลเอาใจใส่ในเรื่องนี้อย่างเข้มงวดมากขึ้น เพราะเด็กๆ เหล่านี้ จะต้องเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคตต่อไป

ที่มา  http://www.mc41.com/pop/everyone01.htm

 

บทความครั้งที่สามมม^_^

 

บทความทางคณิตศาสตร์

 

เรื่อง  จำนวนโหล

 

 

ปกติเลข 12 มักจะถูกเลข 13 กลบรัศมีอยู่เรื่อย วันนี้ถึงตาโหลกันบ้าง

ทีมงานคุ้ยประวัติกันจนตาปูดตาบวม และก็สรุปกันว่าจำนวน 12 ในหนึ่งโหลของไทยนั้นสัมพันธ์กับระบบนับจำนวนของต่างชาติ ซึ่งมีคำว่า dozen (โดซเซ่น) หมายถึง 12 เช่นเดียวกัน

ย้อนกลับไปหาที่มาคำว่า dozen ถือกำเนิดจากชาวสุเมเรียนในเมโสโปเตเมีย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นชนชาติแรกที่สร้างสัญลักษณ์การนับตัวเลขในชีวิตประจำวันด้วยการเปล่งเสียงเรียก

ต่อมาในช่วง 3,100 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวสุเมเรียนเขียนจำนวนตัวเลขเป็นรูปลิ่ม และสร้างระบบจำนวนขึ้นมา จากฐาน 60 ซึ่งง่ายต่อการหารด้วยจำนวนต่างๆ แบ่งเป็นแฟ็กเตอร์ (ส่วนที่คูณกันขึ้นเป็นจำนวน) ได้แก่ 2, 3, 4, 5, 6, 10, 12, 15, 20, และ 30

คำว่า dozen มีความหมายมาจาก "5 ส่วนของ 60" (12 คูณ 5 เท่ากับ 60) ภาษาละตินหมายถึง 12 ขณะที่ชาวโรมันถือว่าเลข 12 เป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ จึงนำมาสร้างระบบการนับปี แบ่งให้มี 12 เดือน ส่วนพ่อค้าแม่ขายในในสมัยโบราณก็นิยมใช้ 12 ขายของ เพราะสะดวกและแยกส่วนได้ง่ายกว่าเลข 10 และใช้เรื่อยมาจนทุกวันนี้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่า ในช่วงยุคกลางของอังกฤษ พ่อค้าขนมปังจะต้องถูกลงโทษหนัก หากตัดขายขนมปังในน้ำหนักที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ขณะที่พ่อค้าขนมปังในยุคนั้นก็ไม่ได้มีความรู้นับจำนวนอะไร กลัวจะพลาดระหว่าง 11 ก้อนกับ 12 ก้อน จึงหันไปใช้วิธีกันเหนียว 

คือตัดขนมปัง 13 ก้อนเวลาที่จะขายขนมปังหนึ่งโหล กรณีนี้หนึ่งโหลเลยมี 13 ชิ้น ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก

ส่วนนักจิตวิทยาบางคนเคยทดสอบความแตกต่างระหว่างคนที่ชอบเลข 12 มากกว่าเลข 10 ว่าเป็นคนที่ยืดหยุ่นและอ่อนโยนกว่า อันนี้ก็ฟังไว้เล่นๆ ได้

ข้อมูลจากเว็บไซต์วิกิพีเดีย ระบุว่า โหลมาจากภาษาอังกฤษว่า Dozen รากศัพท์ภาษาละตินว่า duodecim เชื่อว่าเป็นการนับเลขรวมกลุ่มแบบแรกๆ เพราะตัวเลข 12 มาจากฐานการนับรอบดวงจันทร์โคจรรอบดวงอาทิตย์ รู้จักว่าเป็นระบบจำนวนฐานสิบสอง หรือทวาทิศนิยม (duodecimal system) 12 โหลเรียกว่า 1 กุรุส (a gross) การนับโหลสะดวกสบาย เพราะตัวคูณและพหุคูณคิดได้ง่าย เช่น 12 เท่ากับ 3 X 2 X 2 หรือ 360 เท่ากับ 20 X 3

 

ที่มา http://www.sudipan.net/phpBB2/viewtopic.php?t=10108&sid=1e2083d34c04e201a42e135138f0a363

 

 

ได้ความรู้ใหม่ๆเยอะเลยใช่มั๊ยเพื่อนๆ

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เข้ามาแล้วก็

 

   ค อ ม เ ม้ น  

 

ให้กันมั่งนะจ๊ะ~

 

♫ ♬ ♪ ♩ ♭ ♪

February 19

บทความครั้งที่ 2 >w<

รู้จักอินฟินิตี้กันมั๊ยเอ่ยยย ลองมาดูซิว่ามันมีอะไร?
 

อินฟินิตี้ อยู่ที่ไหน?

 

     จริงหรือ อินฟินิตี้ (Infinity) อาจอยู่แค่ระยะห่างเพียง 3 เซนติเมตร หรือที่ตำแหน่งห่างไกลออกไปกว่าหนึ่งหมื่นปีแสง?

 

    คำตอบ คือ จริง!

 

     อินฟินิตี้ (หรือ อนันต์ ในภาษาไทย) มีความหมายทั่วไปถึง มากมาย ยิ่งใหญ่มหาศาล ความหมายที่เป็นรูปธรรมขึ้น คือตำแหน่งหรือสภาวะที่หยุดนิ่ง เหนือการเปลี่ยนแปลง แต่ความหมายอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด คือ เครื่องมือของวงการวิทยาศาสตร์ ที่ถูกกำหนดขึ้นมาให้เป็นตำแหน่งอ้างอิงไกลสุดจุดแรกของต้นกำเนิดอิทธิพลที่เป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงจะส่งอิทธิพลไปถึง เพื่อประโยชน์ในการประหยัด ความซับซ้อน และขนาดของตัวแปรที่จะต้องใช้ หรือคำนวณหาคำตอบ

 

    ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คือการกำหนดตำแหน่งอินฟินิตี้ของอิทธิพลสนามแม่เหล็ก จากแท่งแม่เหล็กแท่งหนึ่ง ซึ่ง การหาตำแหน่งอินฟินิตี้ของอิทธิพลแรงแม่เหล็ก คือการหาตำแหน่งไกลสุดจุดแรกที่แรงแม่เหล็กของแท่งแม่เหล็ก จะส่งอิทธิพลไปดึงดูดหรือผลัก "ขั้วแม่เหล็กทดลองหนึ่งหน่วยขั้ว" ได้

 

     เนื่องจากแม่เหล็กขั้วเดียวกัน ผลักกัน ในการทดลองเพื่อหาตำแหน่งอ้างอิงเป็นอินฟินิตี้ของขั้วแท่งแม่เหล็กนั้น จึงทำได้โดยการใช้หนึ่งหน่วยขั้วแม่เหล็กทดลองชนิดเดียวกัน วางไว้ที่ตำแหน่งห่างจากขั้วของแท่งแม่เหล็กทดลอง เป็นระยะต่างๆ ออกไปตามแนวรัศมี ตำแหน่งอินฟินิตี้ของขั้วแท่งแม่เหล็กนั้น คือตำแหน่งแรกสุด ซึ่งขั้วแม่เหล็กทดลองหนึ่งหน่วยขั้วถูกวางอยู่ โดยที่แรงจากแท่งแม่เหล็กทดลองไม่สามารถส่งแรงผลัก ไปถึงขั้วแม่เหล็กทดลองได้ไกลกว่านั้นอีกแล้ว

 

    ในการศึกษาคำนวณเกี่ยวกับปรากฏการณ์สนามแม่เหล็กที่เกี่ยวข้อง ก็ใช้ตำแหน่งนั้น เป็นตำแหน่งอ้างอิงอินฟินิตี้หรืออนันต์ได้ นักวิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นจะต้องคำนึงถึงผลของขั้วแท่งแม่เหล็กใหญ่ ที่ตำแหน่งไกลกว่าตำแหน่งอ้างอิงหรืออินฟินิตี้ เป็นการช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถทำการศึกษาหรือคำนวณ โดยลดขนาดของความซับซ้อนหรือตัวแปรที่จำเป็นจะต้องใช้ลงได้มาก

 

     ดังนั้น ตำแหน่งอินฟินิตี้จึงอาจเป็นตำแหน่งเพียง 3 เซนติเมตร หรืออาจเป็นตำแหน่งทางไกลจากต้นกำเนิดอิทธิพลที่เกี่ยวข้องเป็นระยะทางกว่าหนึ่งหมื่นปีแสงได้

 

    นักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ใช้ เป็นสัญลักษณ์ของอินฟินิตี้ คือนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ชื่อ จอห์น วอลลิส (John Wallis) เมื่อปี 1956 ตัวเขามีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1616-1703

 

ที่มา http://www.mc41.com/special/infinity.htm

 

 

 

 

❿ 
 
 
ลืมอะไรรึป่าววว
 
คอมเม้นนนน วุ้ว!!
 
Thank yoU ⓛⓞⓥⓔ
 
 
February 18

บทความครั้งที่1~

เบื่อกันใช่ม๊ายยยย มาอ่านนี่ดู มีความรู้ สาระ แก้เบื่อ วุ้ววว!!
 

  บทบาทของพ่อแม่เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของลูก

 

การเรียนรู้ของเด็กจะเริ่มในทันทีที่เด็กเกิด มิได้เริ่มเรียนรู้เมื่อไปโรงเรียน กระบวนการเรียนรู้เป็นกระบวนการต่อเนื่อง เริ่มที่บ้าน เรียนรู้จากประสบการณ์ จากการพูดคุยกับพ่อ แม่ พี่ น้อง จากเพื่อน และจากบุคคลอื่นรอบ ๆ ตัว พ่อแม่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางการเรียนรู้ของลูกเป็นอย่างมาก เจตคติและความสนใจของพ่อแม่จะมีอิทธิพลต่อเจตคติและความสนใจต่อการเรียนรู้ของลูกด้วย  "ศิษย์เก่งเลขครูรักเป็นนักหนา" คำโบราณนี้ยังเป็นจริงอยู่ จะเห็นได้จากในปัจจุบันโรงเรียนขาดครูคณิตศาสตร์ หาครูคณิตศาสตร์ได้ยาก ในระดับอุดมศึกษา นักศึกษาเลือกเรียนคณิตศาสตร์เป็นวิชาเอกจำนวนน้อยลง จนต้องมีโครงการให้ทุนเรียนก็ยังมีผู้สมัครรับทุนไม่ครบจำนวน เพราะเรียนยาก แล้วเราจะพัฒนาประเทศได้อย่างไร ในเมื่อเทคโนโลยีทั้งหลายต้องใช้คณิตศาสตร์เป็นพื้นฐาน

 

ในฐานะพ่อแม่ ท่านมีโอกาสอย่างมากที่จะช่วยพัฒนา บ่มเพาะทักษะทางคณิตศาสตร์ให้แก้ลูกตั้งแต่เขายังไม่เข้าโรงเรียน

 

สิ่งง่าย ๆ ที่ท่านควรจะเริ่มต้นฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ให้แก่ลูก คือการคาดคะเน หรือการเดาอย่างมีเหตุผล หรือภาษาทางคณิตศาสตร์เรียกว่าการประมาณค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าในการไปจับจ่ายซื้อของ การเดินทางการหุงหาอาหาร ทำความสะอาดบ้าน การกินอยู่หลับนอน การประกอบอาชีพ ฯลฯ เรียกได้ว่าการประมาณค่าจะมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องในทุกอย่างก้าวของชีวิต ในฐานะผู้ใหญ่เราอาจใช้การประมาณค่าสูงถึง 80 % แทนการคิดคำนวณที่ต้องคิดอย่างถูกต้องด้วยวิธีคำนวณหรือด้วยเครื่องคิดเลข

 

เมื่อการประมาณค่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตท่านจะช่วยลูกหลานของท่านให้มีทักษะด้านนี้ได้อย่างไรแม้ว่าโรงเรียนจะสอนเรื่องการประมาณค่า แต่ท่านสามารถเริ่มต้นได้ที่บ้านก่อนลูกเข้าโรงเรียน เมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์อำนวยท่านสามารถเริ่มได้ทันที เช่นที่โต๊ะอาหาร มีทอดมันในจาน 8 ชิ้นพ่อแม่ ลูกอีก2 คน จะได้รับประทานคนละกี่ชิ้น หรือไปซื้อของที่ตลาดสด หรือติดแอร์ก็ตาม มีเงินไป 200 บาท เมื่อดูราคาของแล้วจะได้อะไรมาบ้างจึงจะพอดีกับเงินหรือไปรับประทานอาหารนอกบ้านมีเงินไป 500 บาท ดูรายการอาหารแล้วจะสั่งอะไรได้บ้าง เป็นต้น ได้มีการศึกษาค้นคว้าหลายเรื่อง เกี่ยวกับเรื่องเด็กและการประมาณค่า พอสรุปได้ดังนี้ ถ้าไม่มีการสอนและฝึกอบรมในเรื่องนี้ เมื่อถูกกำหนดให้ทำการประมาณค่าเด็กจะทำไม่ได้หรือได้ไม่ดี

 

ในชีวิตประจำวัน จะต้องกระตุ้นเด็กอยู่เสมอให้เห็นประโยชน์ของการประมาณค่า การสอนและฝึกปฏิบัติอยู่เป็นประจำ เด็กจะสามารถประมาณได้อย่างรวดเร็ว เด็กจะสนุกกับการประมาณค่า เมื่อเขาตระหนักถึงความสำคัญและได้เรียนรู้เทคนิคของการประมาณค่า
           

ในห้องเรียนนั้นเวลาส่วนใหญ่จะใช่ไปในการคำนวณคำตอบที่ถูกต้อง ไม่มีการคำนวณคำตอบที่ใกล้เคียง ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่มีส่วนช่วยเติมเต็มได้ ในชีวิตจริงเราใช้การประมาณค่ามากกว่าการหาค่าที่ถูกต้องดังกล่าวแล้วข้างต้น พ่อแม่จึงควรเสริมแรงด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการเดา การคาดคะเนอย่างสมเหตุควบคู่ไปกับการคำนวณคำตอบที่ถูกต้อง

 

ก่อนที่เด็กจะนับเป็น เขาสามารถที่จะคาดคะเนหรือประมาณค่าได้แล้วจากการเล่น เช่น การตักทรายใส่กระป๋อง หรือการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง การหยิบดินสอนสีใส่กล่อง เป็นต้น เมื่อเขาเติบโตขึ้นเขาก็จะสามารถประมาณค่าจำนวนของสิ่งต่าง ๆ ในโลกได้อย่างใกล้เคียง พ่อแม่สามารถช่วยลูกให้เป็นนักประมาณค่าที่ดีโดยใช้ประสบการณ์การประมาณค่าของท่านเองคุยกับลูก เช่น ขณะที่ไปซื้อของหรือดูโฆษณาราคาของในหนังสือพิมพ์ว่าของสิ่งใดแพงหรือถูกกว่ากันเท่าไร ควรซื้ออย่างไหน เพราะอะไร หรือดูประกาศรับสมัครพนักงานว่าได้ค่าจ้างต่อเดือนเท่าไร ประมาณค่าดูว่าปี หนึ่งนายจ้างจะต้องเสียค่าจ้างเท่าไร เป็นต้น

 

การได้เรียนรู้เทคนิคการประมาณค่า จะยังประโยชน์หลายสถานแก่เด็กของท่านดังนี้

    

  เนื่องจากมีการใช้เครื่องคิดเลขอย่างแพร่หลายในปัจจุบันทักษะการประมาณค่ายิ่งมีความสำคัญมากขึ้นการประมาณค่าจะช่วยให้เด็กตระหนักถึงคำตอบที่ผิดพลาดที่ปรากฏบนเครื่องคิดเลขได้
      
ความตระหนักในการประมาณค่าที่เด็กใช้อยู่บ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันจะช่วยให้เด็กเห็นประโยชน์ของวิชาคณิตศาสตร์

       
ทักษะในการประมาณค่าจะช่วยทักษะในการคิดคำนวณให้ดีขึ้น โดยช่วยเด็กให้ประมาณค่าคำตอบได้อย่างมีเหตุผล

       
กระบวนการประมาณค่าเกี่ยวข้องกับเทคนิคการแห้ปัญหาอย่างใกล้ชิด ขณะที่เด็กมีทักษะในการประมาณค่าสูงขึ้น เด็กจะพัฒนาในด้านกระบวนการคิดด้วย

        
เมื่อเด็กรู้สึกคล่องกับกระบวนการ แล้วเด็กจะชอบประมาณค่า หน้าที่ของพ่อแม่คือช่วยให้เขาได้พัฒนาเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์

 

ถ้าท่านต้องการจะช่วยให้เด็กของท่านพัฒนาทักษะด้านการประมาณ ท่านควรปฏิบัติดังนี้

 

ฉวยโอกาสประมาณค่าในทุก ๆ กรณีแล้วแลกเปลี่ยนประสบการณ์และกระบวนการคิดกับเด็กของท่านเด็กของท่านก็จะได้ประโยชน์จากการถกเถียงปัญหาเกี่ยวกับวิธีการที่เขาได้ประมาณค่านั้น ท่านต้องเปิดใจและพร้อมที่ถกเถียงปัญหากับเขา ตัวท่านเองอาจจะได้เทคนิคใหม่ ๆ เกี่ยวกับการประมาณค่าเพิ่มขึ้นอีกก็ได้

 

ที่มา http://www.mc41.com/more/math07.htm

 

 

 

ลืมอะไรกันรึป่าววว

อ่านเสดแล้วก็

 

 

 

"เม้น"

 

 

ให้กันหน่อยน้า

บ๊ายบายย

 

         

 

...............

 
Photo 1 of 6
 

Photobucket

 

ใครผ่านไปผ่านมาก็เข้ามาเซ็นเนิ้ววว~

ใครเซ็นขอให้สวยๆ หล่อๆ มีแฟนหน้าตาดี อิอิ

ได้คะแนนคณิตศาสตร์เย๊อเยอะๆๆๆ

โอมเพี้ยงงง นะโมๆๆ ส๊าทุ

ปล.เม้นให้กันด้วย

ส้ม นัท ออฟ เฟม พิว แพรว(ชบาสุดสวย)

 

PhotobucketPhotobucketPhotobucket

 Thank yoU

Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
เด๋วเป๊ะหัวละอ๊อฟฟ
 
อ๊ะหลอกก
55+
 
 
สวยดีๆ
สีสันนักบ่ะ
 
ไปละบายๆๆ
Feb. 20
Picture of Anonymous
Eye~i wrote:
        ดีดี สวยมักๆ (หมายถึงชบา) อาคุ อาคุ หลอก!
            น่ารักดี
Feb. 20
Picture of Anonymous
KwangTu wrote:
เม้นนนนนนนนนน รอบสองแว้วววว มาแนวันละบทความ
 
ฝากของกลุ่มเราด้วยน้า
Feb. 20
เสปซสวยเน้อวววววววววววววววววว
 
มาเม้นล่ะน้า
 
บะบาย
Feb. 20
สเปซสวยนะเนี่ย  บล็อกน่าสนใจ 
คนทำขายักษ์ เอ๊ยย!! น่าร๊ากกก
อิอิ
Feb. 20
PhotobucketPhotobucketPhotobucket

Windows Media Player